เดนนิส เบิร์กแคมป์ ราชาแห่งอาร์เซน่อล และตำแหน่งเจ้าพ่อ False9 ตัวจริง

ถ้าให้นึกถึงกองหน้าตัวต่ำ หรือ False9 (ศัพท์ปัจจุบัน) ที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างกองหน้าตัวเป้ากับตำแหน่งกองกลาง สามารถวิ่งลงมาล้วงบอล พาบอลขึ้นไปได้เอง มี killer pass สวยๆ ยิงประตูได้คมกริบ ฉลาดเป็นกรด มีทักษะในการครองบอลเป็นเลิศ และไม่เห็นแก่ตัว เชื่อว่าต้องมีชื่อ เดนนิส เบิร์กแคมป์ กองหน้าอาร์เซน่อลและทีมชาติฮอลแลนด์ ในช่วงปี 1995-2006 ติดอันดับเข้ามาอย่างแน่นอน เธียร์รี่ อองรี ดาวยิงระดับตำนานของอาร์เซน่อลและทีมชาติฝรั่งเศส กล่าวถึงความเก่งของเบิรกแคมป์ว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปี ในไฮบิวรี่ ที่เขาได้เล่นร่วมกับเบิร์กแคมป์ ทำให้เขามีโอกาสได้เห็น เล่นเคียงข้าง ลงซ้อม และลงแข่งร่วมกัน เบิร์กแคมป์ได้ทำในสิ่งที่เกมฟุตบอลต้องการจากเขา เดนนิส เบิร์กแคมป์ ให้ความเคารพกับฟุตบอลและกับความทีมเป็นอย่างมาก คนอย่างเบิร์กแคมป์ สามารถจะทำประตูเองได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เขาเลือกจะส่งบอลให้กับคนที่อยู่ในจุดที่เหมาะสมมากกว่า ทุกครั้ง ไม่ว่าการซ้อม หรือ แข่งขัน เขาชัดเจนว่าไม่ต้องการเสียการครองบอล สำหรับผมนะ เดนนิส เบิร์กแคมป์ , ลีโอเนล เมสซี่ และ ซีเนอดีน ซีดาน พวกเขาเหล่านี้คือตำนานที่ยืนอยู่ในระดับเดียวกัน

สำหรับประวัติของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1969 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์  พ่อเป็นช่างไฟ และนักบอลสมัครเล่น  โดยตั้งชื่อ เดนนิส ตามชื่อ เดนิส ลอร์ ราชาสตั้ดเหินหาว อดีตกองหน้าชาวสกอตแลนด์ของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่ตอนตั้งชื่อกับนายทะเบียนพ่อของเดนนิสต้องใส่ N เพิ่มไป 1 ตัว นายทะเบียนถึงยอมจดชื่อให้ เบิร์กแคมป์ เริ่มเข้าสู่ระบบฝึกเยาวชนของสโมสรอาแจกซ์เมื่ออายุ 11 ปี และได้เลื่อชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่ออายุ 17 ปี  ถูกเรียกตัวติดทีมชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1990 ในนัดที่เนเธอร์แลนด์แพ้อิตาลีในบ้านไปศูนย์ประตูต่อหนึ่ง เดนนิส เบิร์กแคมป์ ค้าแข้งกับสโมสรอาแจกซ์ระหว่างปี ค.ศ. 1986 – 1993  ลงสนามทั้งหมด 185 นัด ยิงไประตูได้ 103 ประตู  ก่อนที่จะย้ายไปค้าแข่งในอิตาลี โดยย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 7.1 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 1993 – 1994  แต่เมื่อย้ายไปเล่นในลีกเซเรีย อา เบิร์กแคมป์ กลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก อาจเพราะต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ประกอบกับฟุตบอลอิตาลีในยุคนั้นขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียวแน่นในเกมรับ เน้นเกมรับเป็นหลัก ฟอร์มของเขาจึงไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนสมัยที่เล่นให้อาแจ็กซ์ โดยเขาลงเล่นให้งูใหญ่อินเตอร์ไป 31 นัด ทำไปเพียง 8 ประตูเท่านั้น แต่เขากลับสามารถทำผลงานได้ดีในรายการยูฟ่า คัพ ลงเล่น 11 นัด ทำไป 8 ประตู คว้ารางวัลดาวซัลโวของรายการไปครอง

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ได้รับบาดเจ็บกลับมา ทำให้ฤดูกาลต่อมาของเขากับงูใหญ่อินเตอร์ มิลาน นั้นไม่สู้ดีนัก อีกทั้งทางสโมสรได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่จากหลุยส์ ซัวเรส เป็น รอยฮอดจ์สัน จึงเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากของเบิร์กแคมป์  สถิติฤดูกาล1994-1995 ในเซเรีย อา ลงเล่น 21 นัด ยิงได้เพียง 3 ประตู  หลังจบฤดูกาล มัสซิโม่ โมรัตติ ได้เข้ามาซื้อสโมสรอินเตอร์ และเตรียมซื้อผู้เล่นชื่อดังมาร่วมทีม ทำให้เบิร์กแคมป์กลายเป็นส่วนเกินและต้องย้ายออกจากทีมไป เดนนิส เบิร์กแคมป์ ย้ายไปที่เล่นที่อังกฤษกับสโมสรอาร์เซนอล ในฤดูกาล 1995-1996  ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านปอนด์  เบิร์กแคมป์ได้ลงประเดิมสนามทันทีในนัดแรกของฤดูกาลกับมิดเดิลสโบรห์  แต่ว่าที่เขาจะประเดิมประตูได้ก็ปาไปนัดที่ 7  ซึ่งเบิร์กแคมป์ทำสองประตูช่วยให้ทีมชนะเซาแธมป์ตัน 4-2 จบฤดูกาลอาร์เซน่อลจบที่ 5 ได้ไปเล่นยูฟ่า คัพ และเขาทำได้ 16 ประตูจากทุกรายการ  หลังจากนั้นในฤดูกาล 1996-1997  อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์จากในฝรั่งเศส และญี่ปุ่น  ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการเล่นอันน่าเบื่อของทีมปืนใหญ่ อาร์เซน่อล มาเป็นฟุตบอลเกมบุกที่สร้างความสนุกสนาน หลังจากนั้นทั้งโลกตำนานคนใหม่ของอาร์เซน่อล ก็เกิดขั้น โดยเบิร์กแคมป์ กลายมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตำแหน่งกองหน้าของทีม สามารถทำพาทีมเป็นดับเบิลแชมป์โดยครองทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาล 1997–98  รวมทั้งได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษในปี ค.ศ. 1998 ด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้น อาร์เซน่อลเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดจนกลายมาเป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งของเกาะอังกฤษ เทียบเท่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล  ฤดูกาล 2001-2002 อาร์เซน่อลเป็นแชมป์ อีกครั้ง  และในฤดูกาล 2003-2004 อาร์เซน่อลเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่สามารถจบฤดูกาลด้วยสถิติไร้พ่าย โดยชนะ 26 นัด และเสมอ 12 นัด  โดยสถิตินั้นดำเนินมาจนมาหยุดที่49เกมซึ่งมาที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ทางพรีเมียร์ลีกจึงมอบถ้วยพิเศษซึ่งเป็นถ้วยสีทองเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ความสำเร็จในครั้งนั้น  ด้วยอายุที่มากขึ้นในที่สุดก็ถึงวันบอกลา โดยในฤดูกาล 2005-2006 เบิร์กแคมป์ลงเล่นให้อาร์เซน่อลไป 31 นัด ยิงได้เพียง 3 ประตู และเมื่อจบฤดูกาลนั้น เดอะไอซ์เบิร์ก ก็ทำการประกาศรีไทร์ในวัย 36 ปี

สำหรับลูกยิงมหัศจรรย์ที่ยังตรึงตาตรึงใจคนทั้งโลกของเดนนิส เบิร์กแคมป์ คงหนีไม่พ้น 2 ลูกนี้ ที่ทุกคนยังคงนึกถึงได้ ลูกแรกเป็นผลงานในทีมชาติ  ในฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเนเธอร์แลนด์จบอันดับ 4 ในการแข่งขันครั้งนั้น โดยในรอบตัดเชือกนัดที่พบกับอาร์เจนตินาเขาผู้ยิงประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งเขารับลูกโยนยาวจากฟรังก์ เดอ บูร์ และยิงไกลเข้าประตูไป ส่งผลให้เนเธอร์แลนด์ชนะอาร์เจนตินาและเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายไป ซึ่งลูกนี้ได้รับการโหวตจากแฟนฟุตบอลว่าเป็นหนึ่งในลูกยิงที่สวยที่สุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกด้วย สำหรับลูกยิงระดับตำนานลูกที่สองเป็นผลงานที่เกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก โดยลูกยิงลูกนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นลูกยิงที่เหนือชั้นที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เป็นลูกยิงที่เบิร์กแคมป์ ยิงใส่นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ในการเล่นที่สนามเซนต์เจมส์พาร์ก ในฤดูกาล 2002-2003 ความเหนือชั้นที่ว่ากันคือ เบิร์กแคมป์ได้รับบอลจากโรแบร์ ปิแรส ทางด้านซ้าย เขาจับบอลด้วยเท้าซ้าย และพลิกตัว 360 องศา หนีการประกบของกองหลังนิวคาสเซิ่ล และบรรจงยิงเล่นทางหลอกเชย์ กิฟเว่น  เข้าประตูไปอย่างเยือกเย็น โดยแอ็คชั่นที่เกิดขึ้น ตั้งแต่รับบอลจากปิแรส หมุนตัว 360 องศา ยิงเล่นทางหลอกผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติไอร์แลนด์กว่า 100 นัด ทุกอย่างถูกทำอย่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี เหมือนออกมาจากเกมเพลย์สเตชั่น ซึ่งเรื่องนี้ โรแบร์ ปิแรส ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เขาไม่แปลกใจกับลูกยิงมหัศจรรย์ดังกล่าวของเบิร์กแคมป์เลย เพราะเขาทำอย่างนี้ตอนซ้อมเป็นร้อยครั้ง และมันก็สมบูรณ์แบบเกือบทุกครั้ง

เดนนิส เบิร์กแคมป์ เป็นผู้เล่นกองหน้าที่มีความสุขุมเยือกเย็น ไม่ค่อยปรากฏอารมณ์ฉุนเฉียวในเวลาเล่น มีรูปแบบการเล่นที่สวยงามและเฉียบคม กล่าวกันว่าเป็นผู้เล่นกองหน้าที่ดีที่สุดของเนเธอร์แลนด์นับตั้งแต่มาร์โก ฟัน บัสเติน เป็นต้นมา และถือเป็นผู้เล่นคนสำคัญของในประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอลเคียงคู่กับ เธียรี่ อองรี  จึงได้รับฉายาจากแฟนฟุตบอลชาวไทยว่า เพชฌฆาตภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งมาจากฉายาในภาษาอังกฤษว่า “Iceberg” (แปลว่า ภูเขาน้ำแข็ง)