ออสการ์ สตาร์บราซิลที่ยอมลดเกรดตัวเองเพื่อให้ได้เล่นในลีกจีน

ช่วงตลาดฤดูหนาวเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีข่าวฮือฮาจากสื่ออังกฤษรายงานว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะได้เห็นออสการ์ สตาร์บราซิลอดีตกองกลางเชลซีเตรียมย้ายมาร่วมทัพบาร์เซโลน่า ในลาลีกาสเปน  ตอนนั้นหลายคนสงสัยว่าดีลนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นมากแค่ไหนกัน เพราะอย่างที่รู้กัน ออสการ์ รับค่าจ้างมหาศาลจากเซี่ยงไฮ้ พอร์ท (ชื่อเดิม เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี) เมื่อปี 2017 เขาทำโลกลูกหนังเซอร์ไพรส์กันอย่างมาก เมื่อตัดสินใจโยกมาเล่นในไชนีส ซูเปอร์ลีก ทั้งที่อายุเพิ่งจะ 25 ปีเอง อนาคตยังอีกยาวไกล ผลงานกำลังพีก มีโอกาสสร้างชื่อเสียงได้อีกมาก นับตั้งแต่ย้ายมาเชลซีในปี 2012 ออสการ์ ก็พัฒนาฝีเท้าตามลำดับ แม้รูปร่างจะผอมบาง เสียเปรียบเรื่องการปะทะ เจอแท็คเกิ้ลหนักมักเกิดปัญหา เชลซียอมจ่ายค่าตัว 25 ล้านปอนด์ให้ทางอินเตอร์นาซิอองนาล จับนักเตะเซ็นสัญญายาว 5 ปี เชื่อว่านี่คือหนึ่งในคีย์แมน สำหรับการสร้างทีมในวันข้างหน้าด้วยขณะเดียวกันประตูทีมชาติบราซิลก็ย่อมเปิดกว้างกว่าเดิม ตอนย้ายมาเพิ่งเล่นแค่นัดเดียวเท่านั้น โอกาสได้ติดธงลงอย่างต่อเนื่องก็ต้องสูงเป็นเงาตามตัว แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จากผลงานกับเชลซีที่น่าประทับใจ ส่งให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่สม่ำเสมอ เป็นเหมือนแกนหลักคนหนึ่งในแผงมิดฟิลด์

ในปี 2013 มีส่วนสำคัญนำทัพแซมบ้าคว้าแชมป์ฟีฟ่า คอนเฟอเดอเรชั่นส์ คัพ นัดชิงต้อนสเปนสบายเท้า 3-0 โดยเขาทำ 1 แอสซิสต์ ใส่พานให้ เนย์มาร์ ซัลโวประตูที่ 2 อีกต่างหาก จากนั้นฟุตบอลโลก 2014 ก็กลายเป็นเสาหลักทีมอย่างเต็มตัว ถูกคาดหมายว่าต้องครองแชมป์ให้ได้ในฐานะเจ้าภาพ เพื่อสร้างความสุขให้กับชาวบราซิเลี่ยน ซึ่งตั้งความหวังไว้อย่างสูง น่าเสียดายเส้นทางต้องมาโคจรเจอเยอรมันซึ่งอยู่ในช่วงพีกสุดขีดในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเจอปูพรมถล่มราบคาบ 7-1 ต่อหน้าต่อจตาแฟนบอลตัวเอง เป็นความปราชัยย่อยยับที่น่าอับอาย เกินกว่าจะบรรยายความรู้สึกได้ แม้บราซิลจะทำผลงานล้มเหลวและน่าผิดหวัง ทว่าส่วนตัวแล้ว ออสการ์ ถือเป็นนักเตะที่โดดเด่นคนหนึ่งเลยทีเดียว ขณะเดียวกันเมื่อกลับมายังเชลซี เขาได้รับความไว้วางใจให้สวมเบอร์ 8 แทนที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด โดยเบอร์ 11 ซึ่งครอบครองของเดิมถูกส่งต่อไปยัง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ซึ่งหวนคืนถิ่นอีกครั้งสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ การมีเลข 8 แปะที่หลังเสื้อ ถือว่าได้รับเกียรติมากๆ ที่สำคัญเป็นการสืบทอดจากตำนานอย่าง แลมพาร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในขวัญใจตลอดกาลของแฟนบอลอีกด้วย ปลายเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเอง ออสการ์ ยังได้รับรางวัลตอบแทนจากเชลซี ด้วยสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งนอกเหนือจากจะการันตีความมั่นคงอยู่กันไปแบบยาวๆแล้ว ค่าจ้างก็ยังมีปารปรับด้วยเช่นกัน

เมื่อย้ายมาครั้งแรกเขารับอยู่ที่ 40,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่ได้น้อยอะไรเลยในปี 2012 เป็นตัวเลขที่น่าพอใจมากๆ โดยเฉพาะนักเตะที่มาจากละตินอเมริกา ซึ่งปกติค่าเหนื่อยน้อยนิดอยู่แล้ว แต่ผ่านไป 2 ปีเศษๆ เชลซีทบให้เกือบเท่าตัวเป็น 70,000 ปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่า ออสการ์ ก็คงพอใจเช่นเดียวกัน เท่านี้ก็มหาศาลมากๆ สถานะของเขาเป็นเหมือนเศรษฐีคนหนึ่งในประเทศบราซิล ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยบุคคลปีละไม่ถึง 4,000 ปอนด์โดยประมาณในช่วงนั้น ดูแล้วชีวิตของ ออสการ์ น่าจะมีความสุขอยู่ค้าแข้งกับเชลซีไปเรื่อยๆ รวมถึงพยายามรักษาตำแหน่งตัวจริงในทีมชาติบราซิลให้นานที่สุด ฤดูกาล 2014/15 นั้นเอง ยังครองแชมป์พรีเมียร์ลีกกับเชลซีได้สำเร็จ โดยที่ก่อนหน้านั้นคว้าเหรียญรางวัลแชมป์ลีกคัพมาเรียบร้อย เรียกว่าผงาดสองแชมป์ในปีเดียวแต่เขาต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บบ่อยขึ้น บางคราวก็ต้องหลุดไปเป็นสำรอง อย่างนัดชิงที่เจอกับสเปอร์ส ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นในช่วง 2 นาทีสุดท้ายเท่านั้นเอง พอมาถึงฤดูกาล 2015/16 ออสการ์ ฟอร์มเริ่มดร็อปลง แม้จะได้รับความไว้วางใจลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม

กระทั่งเขาเริ่มมองถึงการย้ายทีม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก นักเตะดังผลงานดี ย่อมได้รับข้อเสนอมากมายจากทีมใหญ่ในยุโรป ซัมเมอร์ 2016 เชลซีได้รับข้อเสนอจากหลายทีมไม่ว่าจะเป็นสองยักษ์ใหญ่จากมิลานคือเอซีและอินเตอร์ ยังมียูเวนตุสที่โดดมาเอี่ยว รวมถึงแอตเลติโก้ มาดริดของสเปน กระทั่งเข้าสู่เดือนธันวาคม 2016 เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี สโมสรมหาเศรษฐีของจีนยืนยันว่าคว้า ออสการ์ มาร่วมทัพในช่วงมกราคม 2017 อย่างแน่นอนแล้ว โดยยอมจ่ายค่าตัวให้ 67 ล้านปอนด์ เชลซีฟันกำไรแบบเต็มๆ หลายคนอ้าปากค้างด้วยความงง แต่ก็ต้องคลายความสงสัยในเวลาต่อมา เมื่อรู้ว่าค่าจ้างประเคนมาให้ 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้ไม่รวมโบนัสอีกก้อน ซึ่งสื่อบางแหล่งยังอ้างว่ามากกว่า 500,000 ปอนด์ด้วยซ้ำ โดยเซ็นสัญญากันทั้งสิ้น 4 ปีเต็มๆเขายอมรับว่าเลือกอย่างนี้ อาจขัดความรู้สึกของหลายต่อหลายคน รวมทั้งถูกมองมาด้วยสายตาหมิ่นแคลนหิวเงินมากกว่าคิดเก็บเกี่ยวความสำเร็จหรือเกียรติยศแต่อยากทำเพื่อครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข ตั้งเป้าไว้เล่นสัก 2-3 ปี ฟันเงินก้อนใหญ่แล้วค่อยหวนมายุโรปอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเขากลับขยายสัญญาอีกรอบ โดยจะไปหมดในปี 2024 โน่นเลย ไม่ได้คิดจะกลับมาเล่นในท็อปลีกตามแผนที่วางไว้ แม้ลีกจีนจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้าง รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง ถูกจำกัดเรื่องการใช้เงิน ออสการ์ ยังคงอยู่ ตามข่าวระบุว่ารับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นเดิม เขายอมแลกกับการถูกหั่นหลุดทีมชาติบราซิล นับตั้งแต่มาเล่นในเอเชีย ไม่เคยกลับไปติดธงอีกเลย และเช่นเดียวกันข่าวย้ายมาบาร์เซโลน่าเมื่อมกราคม เป็นเพียงแค่เสียงซุบซิบนินทาเท่านั้นเอง ออสการ์ ยังคงอยู่ในจีนต่อไปและคงไม่ได้หวังว่าจะต้องกลับมาเล่นให้ทีมใหญ่ใรยุโรปหรือกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง ล่าสุดมีการเปิดเผยจากผู้สื่อข่าวประเทศจีนว่า ออสการ์ นักเตะอดีตทีมชาติบราซิล ซึ่งปัจจุบันค้าแข้งกับ เซียงไฮ้ เอสไอพีจี ในไชนีสซูเปอร์ ลีก เปรยพร้อมช่วยทีมชาติจีนหาก กฎการเปลี่ยนสัญชาติของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) มีการเปลี่ยนแปลง

ดาวเตะวัย 28 ปี เคยติดทีมชาติ 47 นัดยิงไป 12 ประตู ย้ายจากเชลซี มาค้าแข้งบนแผ่นดินใหญ่เมื่อธ.ค.ปี 2016 เผยกับสื่อในจีนเมื่อถูกสอบถามถึงประเด็นการโอนสัญชาติมาเล่นให้ทีมชาติจีนว่า ผมคิดอยู่ มันเป็นเรื่องยากที่จะเล่นให้ทีมชาติบราซิลในตอนนี้ แต่ที่จีน ทุกคนก็เห็นวส่าผมทำได้ดีแค่ไหน ถ้าในท้ายที่สุด ถ้าทีมชาติจีนต้องการนักเตะมิดฟิลด์ ดีๆสักคน ผมช่วยได้ ถ้าพวกเขาเปลี่ยนแปลงกฎ ก่อนหน้านี้ เอลเคสัน เพื่อนร่วมชาติ และเพื่อนร่วมทีมของออสการ์ เพิ่งจะโอนสัญชาติมาเล่นให้ทีมชาติจีน หลังพำนักในจีน 5 ปี และตัวเขาไม่เคยเล่นให้ทีมชาติบราซิลมาก่อน ซึ่งถือเป็นนักเตะบราซิลคนที่ 4 ต่อจากริคาร์โด กูลาร์ต, อลัน และ เฟอร์นันดินโญ่ ที่โอนมาเล่นให้จีนได้ นอกจากนี้ยังมี นิโก เยนนาริส จากอังกฤษที่โอนมาแล้วเช่นกัน ในส่วนของ ออสการ์ จะพำนักในจีนเข้าเกณฑ์ในปี 2021 ซึ่งตัวเขาเองไม่ได้ติดทีมชาติบราซิลอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2015 ออสการ์ พูดมาขนาดนี้คงดับฝันบรรดากองเชียร์ที่ต้องการเห็นมิดฟิลด์บราซิลรายนี้ในแผ่นดินยุโรปอย่างแน่นอน