มาร์โก ฟาน บาสเทน สุดยอดกองหน้ายุค 80-90 ชายผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าอยู่ในระดับเดียวกับ เมสซี่ และ โรนัลโด้

หากจะให้นึกถึงต้นแบบของ หน้าเป้า ตัวจริงเสียงจริงสักคนหนึ่ง เชื่อว่าหลายคนที่เกิดทัน จะนึกถึงกองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ นามว่า มาร์โก ฟาน บาสเทน อย่างแน่นอน ด้วยหุ่นที่สูงโปร่ง 188 ซม. กับสไตล์การครองบอลเหนียวแน่น รวมถึงการจบสกอร์ที่คมกริบ เขาจึงถูกจัดให้เป็นกองหน้าตัวเป้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุค 80-90 อย่างไม่ต้องสงสัย หากจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของ ศูนย์หน้าพรายกระซิบ มาร์โก ฟาน บาสเทน แล้วนั้น ก็ต้องกล่าวถึงชายอีกคน นั่นคือโยฮัน ครัฟฟ์ โดย ครัฟฟ์กับ ฟาน บาสเทน ถือว่าเป็นนักเตะรุ่นพี่รุ่นน้องกันในทีมอาแจ็กซ์ กล่าวคือ ครัฟฟ์ เป็นดาวเตะที่กำลังจะโรยรา ขณะที่ ฟาน บาสเทน เป็นดาวรุ่งของทีม โดย ครัฟฟ์ และ ฟาน บาสเท่น ทันกันที่ อาแจ็กซ์ ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ครัฟฟ์เห็นความเก่งในตัวของนักเตะรุ่นน้องคนนี้ ในฐานะของนักเตะเสือเฒ่าที่ใกล้ปลดระวาง ครัฟฟ์ เชื่อว่า ฟาน บาสเท่น จะเข้ามาทดแทนการขาดหายไปของเขาได้ นั่นคือการเล่นเป็นนักเตะหมายเลข 10 หรือคนที่มีอิทธิพลต่อเกมรุกของทีมมากที่สุดในสนาม ครัฟฟ์ เจอและเห็นบางสิ่งในตัวผม เขายืนยันว่าผมจะต้องหัดเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 เพราะมันสร้างผลกระทบแง่บวกในการเล่นเกมรุกได้ดีกว่า ไม่ใช่แค่ทำประตู แต่คือการควบคุมและกำหนดการเล่นของทีมด้วย ฟาน บาสเท่น บอกเช่นนั้น

ทว่าเขาคือรุ่นน้องหัวแข็ง เขาไม่ฟัง และไม่ชอบการเล่นเป็นเบอร์ 10 ด้วยความที่เขายังเด็กมาก และชื่นชอบบทพระเอก นั่นคือการเป็นคนที่สัมผัสบอลครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้าประตู เขาอยากเป็นเบอร์ 9 มาตลอด แม้จะโดนรุ่นพี่วางงานให้มาแทนที่ระดับตำนานก็ตาม ปีเดียวหลังจาก ครัฟฟ์ ย้ายทีม ฟาน บาสเท่น ก็กลับมาเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9 ของทีมทันที ผลงานที่เขาสร้างให้กับ อาแจ็กซ์ คือจำนวนการยิงประตูอย่างมากมาย ตอนอายุ 17 ปี เขายิง 13 ลูก, อายุ 18 ปี เขายิง 22 ลูก, อายุ 19 ปี ยิง 29 ลูก สถิติการยิงประตูของ ฟาน บาสเท่น ร้อนแรงไม่หยุด จนกระทั่งในปีสุดท้ายกับ อาแจ็กซ์ ฤดูกาล 1986-87 ฟาน บาสเท่น ยิง 43 ประตูจาก 43 นัด ในฤดูกาล 1987-88 ฟาน บาสเท่น ได้ย้ายมายัง เอซี มิลาน ยอดทีมแห่งอิตาลี ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเขาอย่างแท้จริง เขาคว้าแชมป์อย่างมากมายกับ เอซีมิลาน แชมป์กัลโชซีเรียอา 3 ครั้ง, แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย ความสำเร็จกับทีมชาติฮอลแลนด์ ว่ากันว่าแชมป์ระดับชาติแชมป์เดียวของทีมชาติฮอลแลนด์ที่เกิดขึ้น คือ แชมป์ยูโร 1988 เพราะถือว่าเป็นการรวมกันของสุดยอดขุนพลทุกตำแหน่ง ไล่มาตั้งแต่ตัวกุนซือที่ได้กุนซือระดับนายพล ไรนุส มิเชลส์ คอยวางแผน รวมถึงพวกเขามี โรนัลด์ คูมัน ในเกมรับ, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด เป็นห้องเครื่อง และ รุด กุลลิต เป็นจอมทัพ และมีหัวหอกที่เก่งที่สุดในยุโรปในเวลานั้นอย่าง ฟาน บาสเท่น ด้วยเหตุนี้ทัพฮอลแลนด์ชุดแชมป์ยูโร 1988 จึงถือได้ว่าเป็นชุดที่เก่งที่สุดที่โลกลูกหนังจะมีได้ในยุคนั้น

แต่ก่อนศึกยูโร88 จะมาถึงทัพฮอลแลนด์ก็พบกับข่าวร้ายที่สุดของทีม คือ กองหน้าเบอร์หนึ่งของทีม มาร์โก ฟาน บาสเทน เจ็บข้อเท้าอย่างหนัก อาจชวดไม่ได้ร่วมทีมสู้ศึกยูโรในครั้งนี้ ดังนั้นเพื่อต้องการให้มีศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งอยู่ในทีมในชุดลุยยูโรให้ได้ การทำงานร่วมกันระหว่างทีมชาติกับสโมสรจึงเกิดขึ้น พวกเขาให้ความสำคัญกับการพักฟื้นของ ฟาน บาสเท่น เป็นอย่างมาก เพราะต้องการให้ ฟาน บาสเท่น มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อยูโรมาถึง ดังนั้น มิลาน จึงไม่ใช้งานเขาอีกเลยหลังจากการผ่าตัดข้อเท้า ทำให้ได้ลงสนามเพียง 19 เกม รวมทุกถ้วยเท่านั้น ในฤดูกาลแรกของเขากับทีมปีศาจแดงดำ พูดถึงความสุดยอดของมาร์โก ฟาน บาสเทน แล้ว เรื่องหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ลูกยิงใบไม้ร่วงในตำนาน ที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศกับโซเวียต โดยจังหวะดังกล่าวเป็นการรูปแบบของ โททัล ฟุตบอล อย่างแท้จริง อาดรี ฟาน ทิกเกเลน แบ็กซ้าย ลากบอลตัดเข้ามาตรงกลาง ก่อนผ่านบอลไปกราบซ้าย ไหลมาถึง มูห์เรน กองกลางที่ขยับออกด้านข้าง มูห์เรน เล่นจังหวะเดียว แต่เขากะน้ำหนักผิดไปหน่อยจนทำให้มุมยิงแทบไม่เหลือ เพราะบอลแทบจะชิดเส้นหลังประตูแล้ว ตอนแรก มูห์เรน ผิดหวังกับตัวเองนิดหน่อยที่ทำให้จังหวะเป๊ะกับ ฟาน บาสเท่น ไม่ได้ เขาคิดว่าดาวยิงตัวเก่งของทีมหมดทางเล่นจังหวะนี้ เขาต้องเอาบอลลงเพื่อคิดหาทางใหม่

ทว่า ฟาน บาสเท่น ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายของคนทั้งโลก ด้วยไม่ปล่อยลูกตกพื้นแต่เขากลับเอี้ยวตัววอลเล่ย์ด้วยเท้าขวา ส่งบอลย้อนกลับไปที่เสาสอง เสียบมุมเข้าหน้าต่างไปอย่างสวยงาม ผ่านมือ ไรนาร์ต ดาซาเยฟ ผู้รักษาประตูโซเวียตที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดในโลกในยุคนั้น ตัวของ ฟาน บาสเท่น ยอมรับตามตรงว่า นั่นคือการยิงโดยสัญชาตญาณ เขาเองก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่ามันจะสมบูรณ์แบบขนาดนั้น ข้อเท้าที่ขยับและบิดงอแบบปกติไม่ได้ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วิถีลูกพุ่งเข้าประตูไป เขาพา เนเธอร์แลนด์ คว้าแชมป์ยูโร 1988 และเป็นถ้วยแชมป์เดียวในระดับนานาชาติของพวกเขา ถ้วยที่แม้แต่ ครัฟฟ์ ก็ยังทำไม่ได้ นี่คือปีทอง เพราะหลังจากทัวร์นาเมนต์จบลง ฟาน บาสเท่น ก็คว้ารางวัลบัลลงดอร์ ด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างขาดลอย 128 ประตูกับ เอซี มิลาน สำหรับ ฟาน บาสเท่น อาจจะดูเยอะสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับเขา มันไม่คิดว่านั่นเยอะเลย มันควรจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำ หากว่าข้อเท้าของเขาไม่เจ็บสะสมจนพังเสียก่อน

อาการบาดเจ็บสะสมที่ข้อเท้าเป็นระยะเวลานาน ทำให้ ฟาน บาสเท่น เจ็บหนักจนต้องพักเป็นเวลาราว 2 ปี ช่วงปี 1993 ถึงปี 1995 เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ข้อเท้าถึง 3 ครั้ง เขาไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่เกมเดียว สุดท้ายเขาเลือกที่จะประกาศแขวนสตั๊ด ด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 30 ปี ถือว่าเป็นการปิดตำนาน ศูนย์หน้าพรายกระซิบ ของวงการลูกหนังในยุค 80-90